ตะลึงพระธาตุโผล่แม่นํ้าโขงเหือดแห้ง

This item was filled under [ ข่าวที่น่าสนใจ ]

ตะลึงพระธาตุโผล่แม่นํ้าโขงเหือดแห้ง แล้งจัด “มาร์ค” ทำอะไรไม่ถูก ตั้งความหวังเมืองจีนคงพร้อมช่วยเหลือ หลังระดับน้ำโขงลดวูบจนพระธาตุกลางน้ำโผล่พ้นน้ำ 4-5 เมตร เรือตำรวจออกลาดตระเวนลำบาก เนื่องจากร่องน้ำลึกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มักเกิดปัญหาท้องเรือติดพื้นทรายเป็นประจำ ส่วนพิษณุโลก-กาฬสินธุ์ ประสบภัยกันทั่วหน้า ต้องลดพื้นที่เลี้ยงกุ้ง เริ่มร้องหาฝนหลวงแล้ว ขณะที่ผู้ว่าฯกทม. ออกตรวจย่านหนองจอก สั่งงดทำนาปรังเด็ดขาดแต่ที่ “อ่างทอง” ลูกบ้านเปิดศึก ฟาดปากผู้ใหญ่บ้านบาดเจ็บน่วม ปัญหาแย่งน้ำทำนา

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้ง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 มี.ค. ด.ต.บุญล้วน ริยะบุตร ผบ.หมู่ผู้ควบคุมเรือ พ.12 สรน.6 กก.11 บก.รน. (ตำรวจน้ำหนองคาย) นำคณะสื่อมวลชนใน จ.หนอง คาย ออกสำรวจระดับน้ำในแม่น้ำโขง ตั้งแต่จุดจอดเรือตำรวจน้ำ ชุมชนโพธิ์ศรี อ.เมือง หนองคาย ไปจนถึงพระธาตุกลางน้ำ ระยะทางประมาณ 3 กม. หลังจากน้ำโขงลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง วัดได้ 0.32 เมตร ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้พระธาตุกลางน้ำ หรือพระธาตุหล้าหนอง ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นไว้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุฝ่าพระบาทเบื้องขวาของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน 9 องค์ ซึ่งเดิมตั้งอยู่กลางลาน วัดธาตุ อ.เมืองหนองคาย

ต่อมาถูกกระแสน้ำโขงเชี่ยวกรากกัดเซาะตลิ่งพังเสียหาย ทำให้องค์พระธาตุจมลงไปในแม่น้ำโขง เมื่อปี พ.ศ. 2390 รวมระยะเวลาที่จมอยู่ในน้ำ 163 ปี ในลักษณะตะแคงด้านขวา ยอดพระธาตุจมอยู่ใต้น้ำ เมื่อน้ำโขงลดระดับทุกปีจะเห็นเพียงริมขอบฐานด้านล่างขององค์พระธาตุเพียง 1-2 เมตรเท่านั้น แต่ปีนี้เกิดภาวะความแห้งแล้งจัด น้ำแห้งขอด สามารถมองเห็นฐานของพระธาตุและส่วนกลางองค์พระธาตุได้อย่างชัดเจน หรือประมาณ 4-5 เมตร โผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำโขง

ด.ต.บุญล้วน กล่าวว่า ปริมาณน้ำโขงลดลงมากผิดปกติจากทุกปี บริเวณฝั่งตรงข้ามกับท่าจอดเรือตำรวจน้ำ เกิดเป็นหาดทรายของฝั่งลาวกว้างกว่าทุกปี ทำให้ร่องน้ำลึกในแม่น้ำโขงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เวลาตำรวจน้ำออกลาดตระเวนก็ต้องสังเกตแนวร่องน้ำลึก ไม่ให้ท้องเรือติดกับพื้นทราย มักจะเกิดปัญหาท้องเรือติดพื้นทรายอยู่บ่อยครั้งในขณะน้ำลด ส่งผลให้การลาดตระเวนยากลำบากขึ้น เสี่ยงต่อการชำรุดของเรือ และการเห็นส่วนของพระธาตุกลางน้ำโผล่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าระดับน้ำโขงลดลงมาก จนน่าเป็นห่วงว่าประชาชนริมฝั่งโขงจะมีน้ำเพียงพอใช้หรือไม่

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดระดับอย่างน่าใจหาย หลังมีข่าวทางประเทศจีนมีการกักเก็บน้ำเพื่อนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าว่า ประเทศไทย คงต้องดูว่าการบริหารน้ำในแม่น้ำโขงเป็นอย่างไร และต้องดูว่ามีอะไรที่ไทยสามารถทำได้บ้าง เพราะขณะนี้สาเหตุที่เกิดขึ้นหลายฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกัน ทั้งนี้ในหลายเวทีได้มีการเจรจากับทางการจีน ว่าอย่างน้อยที่สุดการแจ้งข้อมูลของน้ำจากต้นน้ำ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ตนเชื่อว่าจีนคงไม่ต้องการให้ประเทศในภูมิภาคนี้เดือดร้อน เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรที่ทางการจีนช่วยได้ ก็คงพร้อมช่วย

เมื่อถามว่าไทยสามารถจัดการน้ำในแม่น้ำโขงได้อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้มีกรอบข้อตกลงส่วนที่เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ และแม่น้ำภายในประเทศ ซึ่งมีความซับซ้อน ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องเร่งเจรจาหรือไม่เพราะเกษตรกรมีความเดือดร้อน หนัก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องเร่งเจรจาและปีนี้ต้องยอมรับว่าภาวะแล้งหนักเป็นพิเศษ ตนจึงพูดตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเกิดปัญหา

ส่วนบรรยากาศที่ จ.กาฬสินธุ์ มีรายงานว่าขณะนี้พื้นที่การเกษตร และประมงในเขตชลประทาน มีพื้นที่อยู่เพียง 271,877 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าวประมาณ 262,541 ไร่ ประมงเลี้ยงปลา 1,642 ไร่ และนากุ้งก้ามกรามอีก 5,620 ไร่ ที่เหลือเป็นพืชฤดูแล้งต่าง ๆ ครอบคลุมทั้ง 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.กมลาไสย อ.ร่องคำ อ.ยางตลาด อ.เมืองกาฬสินธุ์ และ อ.ฆ้องชัย โดยปี 53 วิกฤติมากที่สุดเป็นนากุ้งก้ามกราม ลดลงไปกว่า 50% สาเหตุมาจากปัญหาน้ำที่มีน้อยนั่นเอง

นายแย้ม สุธรรมมา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในพื้นที่ต.บัวบาน อ.ยางตลาด กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาคือน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาวลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ยังไม่ถึงเดือนเม.ย. แต่มีน้ำเหลือเพียงครึ่งอ่างเท่านั้น เพื่อความอยู่รอดและมีอาชีพ ไม่ต้องอพยพไปทำงานต่างถิ่น คือการลดพื้นที่การเลี้ยงกุ้งลง จากเดิมเลี้ยง 10 บ่อ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ก็ลดลงเหลือ 4 บ่อ อย่างไรก็ตาม สำหรับปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวปัจจุบันมีปริมาณน้ำเหลือเพียงร้อยละ 51 จากปริมาณการ กักเก็บที่ 1,430 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการระบายน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่ชลประทานกว่า 270,000 ไร่ ต้องระบายน้ำประมาณวันละ 5-8 ล้านลูกบาศก์เมตร

ที่ จ.พิษณุโลก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คลองส่งน้ำฝายบางบ้า หมู่ 7 ต.บางระกำ อ.บางระกำ ปัจจุบันระดับน้ำได้แห้งขอด อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดระดับน้ำเหลือเพียง 1-2 เมตรเท่านั้น บางช่วงตื้นเขิน จนเห็นซากหอย และสามารถเดินผ่านไปมาได้ ชาวบ้านที่เคยหาปลาบริเวณคลองส่งน้ำนี้ต้องเดือดร้อน เนื่องจากน้ำแห้งขอด ต้องจอดเรือทิ้งไว้หลายสิบลำ บางรายต้องไปหาปลาท้ายประตูน้ำ เนื่องจากยังคงมีน้ำเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทางด้าน ร.ต.นิพนธ์ ขันจำปา ผู้ช่วยปฏิบัติงานสนาม โครงการพัฒนาลุ่มน้ำยมสายเก่า หน่วยทหารพัฒนา กองทัพไทย พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ได้นำเครื่องจักรกล รถแบ๊กโฮ 5 คัน มาระดมขุดลอกคลองส่งน้ำใน อ.บางระกำ ระยะทางกว่า 20 กิโล เมตร ทั้งนี้เพื่อให้น้ำต้นน้ำสามารถไหลผ่านไปยังปลายน้ำได้ และสามารถกักเก็บไว้ใช้ทั้งทางด้านอุปโภคบริโภค และทางการเกษตร อีกด้วย

นอกจากนี้ในพื้นที่หมู่ 4 ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สภาพน้ำในลำน้ำเข็ก หรือแม่น้ำวังทอง มีสภาพตื้นเขิน จนมองเห็นสันดอนกลางน้ำเป็นช่วง ๆ ขณะที่ระดับน้ำสูงเพียงแค่เข่าและเอวเด็กเท่านั้นทำให้พระสงฆ์ และชาวบ้านที่จำเป็นต้องใช้น้ำในลำน้ำเข็ก ต้องเดินลงจากตลิ่งมาตักน้ำไกลมากขึ้น และต้องใช้น้ำอย่างประหยัดปัจจุบัน จ.พิษณุโลกได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว 5 อำเภอ คือ อ.บางระกำ อ.นครไทย อ.บาง กระทุ่ม อ.เนินมะปราง และ อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งจำเป็นต้องขอสนับสนุนฝนหลวง

ทางด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมคณะผู้บริหาร กทม. ตรวจเยี่ยมฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาพื้นที่ 3 หนองจอก กรมชล ประทาน ถนนสกุลดี เขตหนองจอก เพื่อรับฟังสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่หนองจอก พร้อมปล่อยขบวนรถบรรทุกน้ำของสำนักงานเขตต่าง ๆ ได้แก่ เขตบางกะปิ ลาด กระบัง สะพานสูง มีนบุรี บึงกุ่ม คันนายาว คลองสามวา ประเวศ และหนองจอก เพื่อประจำจุดจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชน บรรเทา ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร จากนั้นผู้ว่าฯกทม. เดินทางต่อไปยังมัสยิดดารุ้ลอะมาน ถนนเลียบคลองลำต้อยติ่ง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชนในพื้นที่

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องภัยแล้งในกรุงเทพฯ จากการประสานกรมชลประทาน ยังจัดหาน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ 11 เขตเกษตรกรรมได้เพียงพอ แต่ขอความร่วมมืองดทำนาปรังเด็ดขาด เพื่อให้น้ำเพียงพอ กทม.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมาตรการระยะสั้นได้ตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เพื่อประสานศูนย์ปฏิบัติการและแก้ไขปัญหาภัยแล้งระดับเขต รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ภัยแล้ง ประเมินสถานการณ์ และแก้ไขปัญหา โดยใช้ศูนย์ 199 รับข้อมูลจากประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานภายนอกเช่นประปานครหลวงกำหนดจุดจ่ายน้ำดื่ม น้ำใช้ฟรีแก่ประชาชน 29 จุด

ขณะที่นายยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง ผอ. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. กล่าวว่า ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่เกษตรกรรม 26 เขต พื้นที่ 174,867 ไร่ รวม 12,877 ครอบครัว แต่มี 11 เขตที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เขตมีนบุรี คลองสามวา ลาดกระบัง หนองจอก ตลิ่งชัน บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ จอมทอง ทวีวัฒนา บางบอนและบางแค โดย 4 เขตได้แก่ เขตมีนบุรี คลองสามวา ลาดกระบัง หนองจอก ทำนาข้าวถึง 138,782 ไร่ หรือ 80%

ที่ จ.อ่างทอง เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ร.ต.ท.จีรโชติ กันทเนตร ร้อยเวร สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งว่านายนิ่ม เจนประโคน อายุ 58 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ศาลาแดง ถูกลูกบ้านทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ นอนพักรักษาตัวอยู่ในรพ.อ่างทอง จึงรีบไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.รวิโรจน์ กองกันภัย ผกก. พบนายนิ่มมีรอยแดงช้ำและบวมที่ใบหน้า ฟันหัก 2 ซี่ ปากแตก ร่างกายมีรอยช้ำ ท้ายทอยถูกกระแทกด้วยของแข็งจนบวมช้ำ

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายนิ่มได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่าน้ำในคลองซอยไม่ไหลไปถึงปลาย คลอง ทำให้ชาวนาจำนวนหนึ่งได้รับความเดือดร้อน แต่บริเวณต้นคลองกลับมีปริมาณน้ำกักเก็บไว้อย่างผิดปกติ นายนิ่มจึงเดินทางไปตรวจสอบหาสาเหตุจนพบว่ามีชาวนารายหนึ่งใช้ดินทรายและ กิ่งไม้อุดกั้นขวางทางน้ำไว้ นายนิ่มจึงเรียกชาวนาคนดังกล่าวมาสอบถามเพื่อเจรจาให้เปิดทางน้ำแบ่งปันไป ยังท้ายน้ำแต่ชาวบ้านคนดังกล่าวไม่ยินยอม จนกระทั่งมีปากเสียงรุนแรง และถูกทำร้ายบาดเจ็บ.

ที่มา…www.dailynews.co.th

You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Comment